วันนี้ถือโอกาสว่างๆ อารมณ์อยากไปเที่ยว ขุดรูปมาเขียนรีวิวรถและประสบการณ์การขับรถในประเทศอังกฤษมาให้อ่านกันครับ

sorento

เนื่องจากรถที่เช่า Volvo XC60 R2 ไม่ว่างทางบริษัทเช่ารถเลยขอเปลี่ยนเป็นรถประเภทเดียวกันให้ หวยมาออกเป็น Kia Sorento คันใหม่แทน

ลองมาดู Spec ของ Kia Sorento ที่อังกฤษกันครับ จัดเต็มมากๆ

Kia Sorento

Kia Sorento เป็นรถอเนกประสงค์ SUV ขนาด 7 ที่นั่ง ภายในกว้างขวาง การตกแต่งจัดว่าหรูหราในระดับนึง อลังการด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกมากมาย เช่น ระบบกดปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์เครื่องเสียงจัดเต็ม จอทัชสกรีนพร้อมระบนำทาง Panoramic Sunroof แบบไฟฟ้า ที่นั่งคนขับปรับไฟฟ้าได้ มีระบบทำความร้อนที่เบาะและที่พวงมาลัย ซึ่งในหน้าหนาวมีประโยชน์มากๆ ครับ ถือว่าจำเป็นและใช้ได้จริงเลยเพราะอากาศหนาวๆ ขึ้นรถมาได้เจอความร้อนที่พวงมาลัยและเบาะอุ่นๆ นี่ถือว่ารู้สึกดี ฟินมากๆ ครับ

/ภายในกว้างขวางสบาย เบาะหนัง อุปกรณ์ลูกเล่นเยอะ/

รถคันนี้ใช้เครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบ CRDi ขนาด 2.2 ลิตร มีแรงม้า 194 bhp (break horse power) ที่รอบเครื่องยนต์ 3,800 รอบ โดย spec ที่อังกฤษจะระบุเป็นแรงม้าที่ลงล้อจริงๆ หลังจากผ่านสูญเสียพลังงานไปบางส่วนจากความเสียดทานและความร้อน ถือว่าแรง บ้าพลังใช้ได้เลยทีเดียว แรงต้นดี กดนิดเดียวก็มาตามสไตล์รถเครื่องยนต์ดีเซล

มีอัตราปล่อยไอเสีย CO2 ที่ 178 g/km และมีอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมัน (MPG) ที่ระบุไว้ 41.5 ไมล์/แกลลอน หรือ 14.7 กิโลเมตร/ลิตร 

อัตราการปล่อยไอเสียสำหรับต่างประเทศนี่สำคัญและมีผลกับการจ่ายภาษี เพราะภาษีจะคิดจากอัตราการปล่อยไอเสีย CO2 และประเภทเชื้อเพลิงที่ใช้ ตามตารางการจ่ายภาษีนี้ครับ https://www.gov.uk/vehicle-tax-rate-tables/rates-for-cars-registered-on-or-after-1-march-2001 ยกตัวอย่างรถคันนี้ภาษีก็แค่ £225 หรือโดยประมาณ 12,000 บาทขึ้นต่อปี!

ระบบการขับเคลื่อนเป็นแบบขับเคลื่อน 4 ล้อ AWD ซึ่งให้ความเกาะถนนมากกว่าที่จะไปลุยแบบโฟร์วีล ช่วงล่างออกไปทางนุ่มนวล นั่งสบาย ถึงรถจะสูงแต่ไม่ค่อยเหวี่ยง และเข้าโค้งหนืบใช้ได้เลยครับ

/นั่งสบาย รถไม่เหวี่ยงจริงๆ นะ ถามน้องใบบัวดูได้/

ทีนี้มาดูเส้นทางการเดินทางกันครับ เราตั้งต้นกันจากโรงแรมแถวๆ สนามบินฮีทโธรว์ มุ่งหน้าแวะเมืองบาธ แล้วขับขึ้นทางเหนือไปเมืองแมนเชสเตอร์ แล้วกลับมาลอนดอนเพื่อคืนรถ แต่มีเหตุบางอย่างทำให้เราได้ขับย้อนไป Stonehenge กัน โดยปกติถ้ามี Stonehenge อยู่ในแผนการเดินทาง แนะนำให้ไป Stonehenge ก่อนแล้วค่อยไป Bath ต่อ เพราะมันรวมไปในเส้นทางเดียวกันได้ และไม่ต้องย้อนไปย้อนมา เส้นทางทั้งหมดก็ประมาณ 1,000 กว่ากิโลเมตร

driving map

พร้อมแล้วออกเดินทางกันเลยครับ รถในประเทศอังกฤษเป็นรถพวงมาลัยขวาเหมือนบ้านเรา และขับชิดซ้ายเหมือนเมืองไทย

/ถนนช่วงเช้านอกเมืองลอนดอน รถขับชิดซ้ายกัน/

ในอังกฤษจะไม่ค่อยมีที่กลับรถครับ แต่จะใช้ถนนแบบเป็นวงเวียนแทนแยก แทนที่กลับรถ ซึ่งมีเยอะมากกกกกก ขับๆ ไปไม่เท่าไหร่เจอวงเวียนอีกแล้ว คนท้องถิ่นเค้าก็จะชำนาญในการเข้า-ออกวงเวียน ซัดโค้งมาอย่างเร็วเลย มั่นใจว่ารถต้องจอดให้เพราะกฏหมายกำหนดให้รถหยุดให้รถที่มาจากทางขวาของวงเวียนไปก่อน เรื่องหยุดไม่ค่อยเป็นปัญหาเท่าไหร่หรอกครับ แต่ตอนเราเข้าไปในวงเวียนเนี่ยสิ ด้วยความไม่ชินทางเราก็ไม่แน่ใจทางออกไหน เงอะๆ งะๆ ยึกยักอยู่ในวงเวียนนั่นแหละ รถด้านหลังคงรำคาญมีบีบแตรไล่บ้างเป็นบางเวลา ต้องใช้เวลาปรับตัวนิดนึงครับ 555

การขับขี่ระหว่างเมืองส่วนมากคนจะใช้ถนนมอเตอร์เวย์ที่เชื่อมโยงกันเป็นระบบ การเดินทางไปเมืองต่างๆ ก็เลยง่ายและสะดวกสบาย สภาพพื้นผิวก็เข้าขั้นดี มีการก่อสร้างปรับปรุงถนนทำให้รถติดบ้างเป็นระยะ ถ้าเป็นเมืองไทยก็คงเหยียบกันกระจาย 140 ขึ้นไป

ยิ่ง Kia Sorento ที่สามารถทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 200 กม./ชม. ยิ่งทำให้อยากใช้ความเร็ว แต่ผิดหวังครับ เพราะในอังกฤษมีการจำกัดความเร็ว speed limit ตามประเภทของถนนเช่น บน motor way จำกัดความเร็วไว้ที่ 70-80 ไมล์ต่อชั่วโมง (mph) หรือแค่ 112 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ที่สำคัญมีกล้องจับความเร็วอยู่เป็นระยะๆ หากโดนข้อหาขับเร็วกว่ากำหนดเข้าไป มีได้เสียค่าปรับขั้นต่ำ 100 ปอนด์กันเลยทีเดียว แถมโดนหักแต้มอีกตังหาก หักมากๆ โดนยืดใบขับขี่ แต่สำหรับรถเช่าทางบริษัทรถจะได้ใบแจ้งค่าปรับแล้วมาเก็บเงินจากบัตรเครดิตของเราไปอีกทีโดยอัตโนมัติ

ใครจะไปเสี่ยง! รถส่วนมากจึงต้องขับตามๆ กันไปอย่างเซ็งๆ แต่ก็มีพวกรถซิ่ง แซงปาด ซ้ายขวา สร้างความตื่นเต้นบนถนนให้เห็นบ้าง ยิ่งเข้ามาในพื้นที่ในเมืองใหญ่ๆ อย่างลอนดอน ความเร็วเหลือเพียงแค่ 30 ไมล์ต่อชั่วโมง

จากทางมอเตอร์เวย์เราต้องใช้ถนนท้องถิ่นเพื่อเข้าไปในเมือง ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นแค่ถนน 2 เลนสวนกัน ขับชิลๆ ชมทิวทัศน์สวยๆ กันไป

/วิวถนนท้องถิ่นมุ่งสู่เมืองบาธ/

บาธเป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีการผสมผสานความสวยงามในอดีตและความน่ารักในยุคปัจจุบันได้อย่างลงตัว เพียงเข้าสู่ตัวเมืองแล้วหาที่จอดรถเราก็เดินเที่ยวได้เลยครับ ถึงจะเป็นเมืองเล็กๆ แต่ก็มีสเน่ห์ให้นักท่องเที่ยวหลงไหลติดใจกันไปตามๆ กัน

CIMG2483

ช่วงฤดูหนาวในอังกฤษจะมืดเร็ว ตอนเราออกจากเมือง Bath เลยขับไปได้เพียงครึ่งทาง ต้องแวะพักค้างคืนที่โรงแรม Holiday Inn Walsall ก่อน 1 คืน เช้าจึงออกเดินทางต่อไปยังเมือง Manchester โดยมีจุดมุ่งหมายคือ Old Trafford บ้านของทีมฟุตบอลสุดฮิต Manchester United นั่นเอง

แฟนผีแดงไม่ควรพลาดการเข้าชมทัวร์สนามซึ่งมีจัดเป็นรอบ และมีเจ้าหน้าที่ของ Man Utd. เป็นผู้อธิบายดำเนินเรื่อง เล่าเรื่องราว ประวัติศาสตร์ เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย นโยบายต่างๆ ให้กับลูกทัวร์ฟัง

/Theatre of Dreams ของผีแดง ช่วงนี้มีการลงหญ้าใหม่เลยต้องมีการเปิดไฟเป็นแสงสว่างแทนแดด/

IMG_2745_resize

/รูปปั้น เดอะ ยูไนเต็ด ทรินิตี้ เบสต์, ลอว์, ชาร์ลตัน/

หลังจากทัวร์กันจนทุกซอกทุกมุมของสนาม Old Trafford เสร็จเรียบร้อยแล้ว เราก็มุ่งหน้ากลับลอนดอนในทันที โดยที่ไม่ได้แวะนอนค้างคืนระหว่างทางทำให้ถึงลอนดอนช่วงเที่ยงคืนกว่า และเกิดปัญหาไม่มีที่พัก ดีที่ว่าได้จุดพักรถจอดรถข้ามขึ้น (เสียตังค์ค่าจอดด้วยนะ ไม่งั้นโดนปรับอาน)

เช้ามืดเราเลยตัดสินใจขับรถไป Stonehenge หนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ของโลก โดยใช้เส้นทางไป Salisbury ที่มีทางตรงสลับโค้งบ้าง ขึ้น-ลงเนิน และไม่ค่อยมีกล้อง เลยทำให้เส้นทางนี้ขับสนุกมากกว่าขับบนมอเตอร์เวย์มาก ทำให้ได้เห็นสมรรถนะของเจ้า Kia Sorento ซึ่งนับว่าเป็นรถ SUV ที่ดีคันนึงก็ช่วงนี้แหละ เพราะว่ามันขับได้อย่างสนุก มั่นใจได้ไม่ว่าจะเป็นการเร่งเครื่องทำความเร็ว หรือการเข้าโค้ง

/ที่จอดรถสำหรับคนพิการที่ Stonehenge กว้างมากกกก เหลือที่ด้านข้างให้รถเข็น Wheel chair แบบสบายๆ/

P1020461

/กาเฝ้าฝูงแกะ/

P1020530

ชมความมหัศจรรย์ของ Stonehenge เสร็จก็ถึงเวลาได้กลับไปที่พักในลอนดอน คืนรถให้บริษัทเช่ารถ และเป็นการจบทริปขับรถ เพราะการเดินทางในลอนดอนใช้รถไฟใต้ดินหรือ Tube สะดวกและยุ่งยากน้อยกว่ามาก แทนที่จะต้องกังวลเรื่องค่าขับรถในเมือง Congestion Charge การหาที่จอดรถ ค่าจอด เอาเวลาไปเดินเที่ยวดีกว่า 🙂

/บรรยากาศคริสมาสต์ที่ Covent Garden/